เริ่มต้นธุรกิจออนไลน์ที่ลงทุนน้อยและได้ผลตอบรับที่ดี

เลือกการทำธุรกิจออนไลน์ในการเริ่มต้นธุรกิจของเรา

อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับใครที่อยากจะเริ่มต้นในการทำธุรกิจเวลานี้กับการ เลือกที่จะทำธุรกิจออนไลน์ที่เป็นอีกหนึ่งช่องทางการทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ ที่ง่ายกว่าและมใช้เงินลงทุนที่น้อย เพราะสามารถที่จะเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายๆโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านค้าก็ ได้เช่นกัน ดังนั้นจึงสามารถี่จะช่วยประหยัดเงินลงทุนในการเช่าพื้นที่สำหรับหน้าร้าน ค้าของเราได้เป้นอย่างดี กับการเลือกสร้างเว็บสำหรับขายสินค้าและบริการออนไลน์ขึ้นมาเท่านั้นก็ สามารถที่จะทำการค้าขายผ่านทางอินเตอร์เน็ตกันได้แล้ว ซึ่งสามารถที่จะเลือกใช้งานได้ทั้งเว็บไซต์เขียนหรือเว็บไซต์สำเร็จรูปที่จะ ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานและผู้ซื้อทที่เข้ามาเลือกซื้อสินค้าและ บริการต่างๆผ่านทางหน้าร้านค้าออนไลน์ของเราได้อีกด้วย และที่สำคัญการทำธุรกิจออนไลใน์ในรูปแบบนี้นั้นยังสามารถที่จะเปิดให้บริการ กับผู้ซื้อได้ตลอด 24 ชั่วโมงแบบไม่ต้องมีเวลาเปิด-ปิดอีกด้วย

โดยการเริ่มต้นที่จะทำธุรกิจออนไลน์นั้นเพียงแค่เลือกสร้างเว็บที่เรา ต้องการแล้วจากนั้นก็อาจจะเข้าไปทำการตกแต่งในส่วนตของเว็บไซต์ให้สวยงามและ เหมาะสมกับสินค้าและบริการต่างๆของเรา รวมถึงยังสามารถที่จะเพิ่มเติมการใช้งานระบบต่างๆลงไปเพื่อที่จะเป็นตัว อำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานทุกคนได้อีกด้วย ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่จะช่วยทำให้การทำธุรกิจออนไลน์ของเรานั้น ประสบผลความสำคเรจได้อย่างรวดเร็งว แล้วจากนั้นก็ทเริ่มต้นใส่รายละเอียดและรูปภาพของสินค้าและบริการต่างๆเพิ่ม เติมลงไปเท่านั้น และอ่ีกหนึ่งที่จะขาดไมท่ได้ก็คือการทำการตลาดออนไลน์ที่สามารถที่จะช่วยทำ การโปรโมทเว็บไซต์ของเราให้เป็นที่รูฒ้จักของผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตได้เป็น อย่างหากมีการค้นหาผ่านทาง Search Ebgine ที่ในเวลานี้นั้นเลือกซื้อสินค้าและบริการผ่านทางโลกออนไลน์นั้นได้รับความ นิยมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก เพราะสาเหตุหลักก็มาจากการใช้งานอินเตอรืเน็ตที่มากยิ่งขึ้น จึงทำหใผู้คนมีทางเลือกในการเลบือกซื้อสินค้าและบริการที่มากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงทำให้การทำธุรกิจออนไลน์ในรูปแบบนี้นั้นเริ่มได้รับความนิยมเป็น อย่างมากสำรหับผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตในประเทศไทยในปัจจุบัน

การจัดสรรงบประมาณการลงทุน

ในปัจจุบันนี้ยุคนี้คงไม่มีใครคนไหนปฏิเสธได้ว่าโทรศัพท์มือถือคืออุปกรณ์ ที่มีความสำคัญชิ้นหนึ่งที่จะอยู่ติดตัวเราไปเสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นทั้งการติดต่อสื่อสาร ใช้ในการทำงาน รับส่งข้อความ อีเมล พักผ่อนสมอง หรือกระทั่งใช้สำหรับหาคู่รัก และในยุคปัจจุบันนี้เองจัดได้ว่าเป็นยุคของผู้ที่ชื่นชอบการใช้มือถืออย่าง แท้จริง เพราะแต่ละค่ายผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือต่างพากันสร้างจุดเด่นของโทรศัพท์มือ ถือของตัวเองให้แตกต่างจากค่ายอื่นๆ เพื่อการแข่งขันในตลาดธุรกิจมือถือซึ่งมีการแข่งขันที่สูงมาก

ซึ่งการสร้างจุดเด่นนั้นๆล้วนแล้วแต่ถูกส้รางขึ้นเพื่อสนองต่อความต้อง การเทคโนโลยีด้านต่างๆของผู้ซื้อผู้บริโภคเพื่อให้ได้รับความพึงพอใจอย่าง ถึงที่สุด แต่นั่นก็หมายถึงผู้ซื้อเองก็ต้องยอมรับในเรื่องของราคาด้วยแต่ทั้งนี้ผู้ บริโภคก็จะตัดสินใจซื้อด้วยปัจจัยหลายๆอย่างด้วยกันซึ่งราคาก็เป็นปัจจัย สำคัญใหญ่ๆเหมือนกันเพราะลูกค้าแต่ละระดับมีการเงินและงบประมาณที่แตกต่าง กันไป จึงทำให้ค่ายโทรศัพท์มือถือเองก็ต้องเลือกกลุ่มเป้าหมายที่จะกลายมาเป็น ลูกค้าของค่ายเองด้วยว่าโทรศัพท์มือถือที่ผลิตออกมานั้นเจาะกลุ่มคนระดับ ฐานะใด

เมื่อกล่าวถึงธุรกิจใดก็ตาม ธุรกิจนั้นๆจะดำเนินอยู่ได้ก็ด้วยผลกำไรของบริษัทเอง และในยุคที่มีการแข่งขันทางการตลาดสูงมากๆอย่างเช่นในธุรกิจมือถือนี้สิ่ง ที่สำคัญที่จะทำให้ธุรกิจดำรงอยู่ได้ก็คือ การลดค่าใช้จ่ายจากที่เป็นอยู่ พวกค่าใช้จ่ายที่ไม่มีความจำเป็น ซึ่งนั้นจะทำให้ผลกำไรของธุรกิจเองมีมากขึ้น ค่าใช้จ่ายที่เราสามารถประหยัดได้ก็มีดังต่อไปนี้

  1. สินค้าใดๆที่เรารู้สึกว่าสินค้าชิ้นนั้นๆขายไม่ดีก็ควรเลิกจำหน่ายและหาสินค้าตัวใหม่ที่ใกล้เคียงกันมาจำหน่ายแทน
  2. ลองเจรจาหรือหาพันธมิตรในการค้า คือ หาเรารับสินค้ามาจำหน่ายเราอาจจะเจรจาขอส่วนลดหรือข้อเสนอพิเศษใดๆที่ดียิ่ง ขึ้น หรืออาจจะเจรจาถึงการยืดหยุ่นการชำระเงินเพื่อนำเงินนั้นไปทำอย่างอื่นก่อน
  3. ค่าน้ำค่าไฟ หากประหยัดได้ควรจะประหยัด
  4. พนักงาน หากใครพนักงานลาออกอย่าพึ่งรีบจ้างคนใหม่มาแทน แต่ให้ลองจัดสรรงานให้พนักงานที่เหลือดูก่อนว่าพนักงานสามารถทำได้ไหม
  5. ตัดงบอุปกรณ์สำนักงานหรือการบริการสำหรับสำนักงานที่ไม่จำเป็น
  6. ค่าเช่าสำนักงาน หากพื้นที่ดังกล่าวนั้นมีค่าเช่าที่สูงเกินไป และไม่มีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่สำนักงานใหญ่เกินไปก็ควรจะมองหาที่ใหม่ที่ ถูกกว่า
  7. ค่าเดินทางภายในสำนักงานต่างๆ อาทิค่าน้ำมันรถของบริษัทเป็นไปได้ก็ควรปรับลดให้เหมาะสม

ทั้งหมดที่กล่าวมาอาจจะเป็นประโยชน์สำหรับเจ้าของธุรกิจส่วนตัวหลายๆคน ที่มองหาวิธีที่จะทำให้ธุรกิจของตัวเองมีกำไรที่มากขึ้นในยุคที่มีการแข่ง ขันทางการตลาดสูงเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด เละเพื่อให้การเงินและงบประมาณเจากตัวแดงเป็นตัวเขียวก็เป็นได้

การลงทุนทำธุรกิจกับการลงทุนในตลาดหุ้นแตกต่างกันอย่างไร

ความแตกต่างระหว่างการลงทุนทำธุรกิจกับการลงทุนในตลาดหุ้นนั้นมีความแตกต่างดังนี้

1.เงินลงทุนการทำธุรกิจหรือกิจการต่างๆ จำเป็นต้องใช้เงินในการลงทุนตั้งแต่หลักแสน หลายแสน จนถึงหลักล้านและที่สำคัญต้องมีสายพานที่ยาว เพื่อมาหล่อเลี้ยงธุรกิจให้เจริญเติบโตต่อไปได้ แต่ตลาดหุ้นจะมีเงินเริ่มต้นเพียงแค่หลักพัน หลักหมื่นก็สามารถเริ่มต้นลงทุนได้แล้ว

2.การทำธุรกิจหรือกิจการต่างๆ จะต้องมีเวลาดูแลกิจการโดยวันละ 8 – 10 ชั่วโมง จะปิดกิจการไปเที่ยวนานๆ ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะธุรกิจที่เปิดขาดรายได้แต่ภาระค่าใช้จ่ายยังคงอยู่ซึ่งอาจจะทำให้ ลูกค้าหนีหายและคู่แข่งแซงหน้าไปได้ ดังนั้นจึงต้องทำงานทุกวัน แทบจะไม่มีวันหยุด แต่การทำตลาดหุ้นจะใช้เวลาเพียง 30 – 60 นาทีต่อวันเท่านั้น

3.ผลตอบแทนการทำธุรกิจหรือกิจการต่างๆ ผลตอบแทนจะขึ้นกับจำนวนลูกค้าที่เข้ามาซึ่งจะขึ้นอยู่กับปัจจัยในเรื่องการบ ริการ ราคา ทำเลที่ตั้ง และอื่นๆ จึงจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้มากขึ้น ในส่วนของตลาดหุ้นผลตอบแทน สามารถสร้างได้แบบไม่จำกัดเพราะจะขึ้นอยู่กับความรู้ ความสามารถ และกลยุทธ์ในการทำกำไร

4.ความเสี่ยงการทำธุรกิจหรือกิจการต่างๆ ความเสี่ยงของการทำธุรกิจ คือ ถ้าไม่มีความรู้และประสบการณ์มาก่อน ในธุรกิจนี้ก็อาจจะเจ๊งจริง แต่ตลาดหุ้น ถ้ายังไม่มีความรู้และประสบการณ์ที่มากพอก็สามารถทดลองลงทุนได้ก่อน เพราะในตลาดหุ้นมีความเสี่ยงต่ำ

5.เป้าหมายการทำธุรกิจหรือกิจการต่างๆ ถ้าทำแล้วก็ต้องทำต่อเนื่องๆไปเรื่อยๆ ต้องทำตลอด แต่ตลาดหุ้นถ้าตั้งใจศึกษาหาความรู้ ประสบการณ์เพื่อก้าวสู่การเป็นมืออาชีพก็จะมีทางเลือกเพิ่มขึ้นมากและก็ สามารถหาเงินให้ได้อย่างมากมายมหาศาล

ดังนั้นการลงทุนทำธุรกิจกับการลงทุนในตลาดหุ้นจะเห็นได้ว่ามีความแตกต่าง กันค่อนข้างมากทั้งนี้ควรจะศึกษาข้อมูลรายละเอียดต่างๆให้ครบถ้วนก่อนทั้งใน ส่วนของธุรกิจและการลงทุนในตลาดหุ้นให้ดีก่อนเพื่อจะได้ไม่ต้องเสี่ยงกับ สิ่งเหล่านี้ เพราะถ้าหากเลือกผิดพลาดไปก็จะทำให้สิ่งที่ลงทุนไปนั้นสูนเปล่าแล้วอาจจะมี หนี้สิ้นเพิ่มขึ้น

เครื่องมือที่สำคัญอย่างหนึ่งสำหรับผู้บริหารคือ งบประมาณด้านการลงทุน

ปัจจุบันผู้บริหารและผู้ลงทุนตลอดจนผู้ปฏิบัติงานได้ให้ความสำคัญเกี่ยว กับการวางแผนของธุรกิจให้มีระบบมากขึ้น ซึ่งเครื่องมือในการวางแผนนี้ก็คือการจัดทำงบประมาณ การจัดทำงบประมาณที่ดีนั้นเจ้าหน้าที่แต่ละหน่วยงานควรมีส่วนร่วมในการวาง แผนจัดทำงบประมาณ โดยให้แต่ละหน่วยงานย่อยวางแผน และจัดทำงบประมาณในส่วนความรับผิดชอบของตัวเอง งบประมาณของหน่วยงานย่อย เมื่อนำมารวมเข้าด้วยกันจะกลายเป็นงบประมาณของทั้งกิจการ โดยการดำเนินธุรกิจจะก้าวหน้าและประสบผลสำเร็จตามจุดมุ่งหมายจำเป็นต้อง อาศัยการวางแผนที่ดีนอกเหนือไปจากการปฏิบัติงานที่ดี การวางแผนจะช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้

ในการดำเนินงานของกิจการจะต้องมีการตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุนในด้าน ต่างๆ เช่นการซื้อเครื่องจักรใหม่ที่ทันสมัยขึ้น การสร้างโรงงานใหม่ การส่งเสริมการตลาด การวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ การจัดวางระบบน้ำเสียของโรงงาน การวางระบบเครือข่ายทางคอมพิวเตอร์ ฯลฯ ซึ่งโครงการเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมากซึ่งกิจการมีเงินลง ทุนที่จำกัดและผลตอบแทนที่จะได้รับในอนาคตนั้นไม่แน่นอน ดังนั้นผู้บริหารจะต้องทำการตัดสินใจการลงทุนเพื่อให้กิจการได้ทราบถึงผล ประโยชน์จากการลงทุน ระยะเวลาที่ได้รับผลตอบแทนและแผนการใช้จ่ายเงินในการดำเนินงานในอนาคต การวิเคราะห์การลงทุนมีความสำคัญต่อกิจการเป็นอย่างมากเพราะมีผลกระทบต่อการ เจริญก้าวหน้าในอนาคต

ในการควบคุมเกี่ยวกับงบประมาณหรือการเงินขององค์การ

ต้องมีการจัดการโครงสร้างทางการเงินขององค์การหรือของธุรกิจ ซึ่งเป้าหมายหลักส่วนหนึ่งขององค์การคือการให้เกิดกำไรสูงสุด และการลดความเสี่ยงภัยของธุรกิจโดยกำหนดสัดส่วนของการถือสินทรัพย์ว่าควร อยู่ในรูปใด เช่น รูปของเงินสด การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ หรือการถือในรูปของหลักทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยงในรูปพันธบัตรรัฐบาล ฯลฯ นอกจากนั้นควรมีการจัดโครงสร้างทางการเงินของธุรกิจเกี่ยวกับการจัดหาเงิน ทุนที่ธุรกิจต้องการใช้ การจัดสรรเงินทุนหมุนเวียน การลดหนี้ผูกพัน การยืดเวลาชำระหนี้ การจัดสรรลงทุนสินทรัพย์ที่มีให้เหมาะสมกับทุนขององค์การและเงื่อนเวลาที่ จำกัด การกำหนดนโยบายการจ่ายปันผลให้สัมพันธ์กับสินทรัพย์และโครงสร้างทางการเงิน

เพราะงบประมาณเป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างหนึ่งสำหรับผู้บริหาร

เมื่อพูดถึงงบประมาณแล้วควรทราบว่างบประมาณคืออะไร งบประมาณเป็นแผนงานที่แสดงออกมาในรูปของตัวเงิน ซึ่งได้ผ่านการคิดพิจารณาและตัดสินใจอย่างรอบคอบ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานอย่างใดอย่างหนึ่งให้สามารถบรรลุจุดมุ่ง หมายได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งในอนาคต เช่น งบประมาณเกี่ยวกับการลงทุนแสดงรายจ่ายเกี่ยวกับการจ่ายลงทุนตามโครงการต่าง ๆ ที่ได้วางแผนไว้สำหรับช่วงเวลาของงบประมาณนั้น และแสดงออกมาในรูปของการเคลื่อนไหวของเงินสดต่างๆของธุรกิจ และควรรวมถึงแหล่งเงินทุนที่วางแผนว่าจะได้รับในอนาคต และการใช้เงินทุนด้วย

การจัดการและลดภาระหนี้สินเกี่ยวกับธุรกิจทางการเงิน

การทำธุรกิจควรบันทึกรายจ่ายทุกอย่างอย่างเป็นระบบ

รวมไปถึงกิจกรรมต่างๆ รายละเอียดเหล่านี้ควรมีไว้ให้ครบถ้วน เพราะเมื่อเกิดกรณีที่เราต้องนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้จะได้ไม่เสียเวลาไปกับ การค้นหามากนัก ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้สามารถเกิดได้ตลอดอยู่แล้ว โดยเฉพาะจากการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง ถ้าเราไม่มีข้อมูลมารองรับการตรวจสอบต่างๆก็จะทำให้เสียเวลาและเสียเงินบาง ส่วนไปโดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งทางแก้ที่ดีคือเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้ด้วยโปรแกรมหรือเครื่องมือต่างๆ ซึ่งหลายๆ อุปกรณ์สามารถช่วยเราจัดเรียงเอกสารเหล่านี้ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยเพื่อ ง่ายต่อการค้นหา โดยข้อมูลเหล่านี้ควรเริ่มเก็บตั้งแต่เดือนแรกที่เริ่มต้นธุรกิจ

การควบคุม ตรวจสอบ ฐานะปริมาณ ของทรัพย์สิน หมุนเร็ว และหนี้สินหมุนเร็วว่ามีการหมุนเวียนสอดคล้องกันหรือไม่ ถ้ากระแสสินทรัพย์หมุนเร็วมากกว่าหนี้สินหมุนเร็ว แสดงว่าสถานะการการเงินดี แต่ถ้ากระแสสินทรัพย์หมุนเร็วน้อยกว่า หนี้สินหมุนเร็ว แสดงว่าสถานะการการเงินต้องรีบแก้ไข อาจจำเป็นต้องหาเงินกู้ยืมมาช่วยชั่วคราว แต่อย่าลืมว่าต้องระยะสั้นเท่านั้น การแก้ปัญหากระแสการเงินต้องมาจากนโยบายที่ชัดเจนและเข้มงวด และควรไปแก้ที่การบริหารต้นทุน บริหารค่าใช้จ่าย บริหารคลังสินค้า และบริหารมวลรวมยอดซื้อยอดขาย ซี่งต้องจัดทำแผนบริหารงาน และต้องดำเนินการควบคุมอย่างเคร่งคัด กล่าวคือ ถ้าเงินหมุนเข้ามากกว่าเงินหมุนออก ปัญหาสภาพคล่องจะไม่เกิดขึ้น ซึ่งมักเกิดจากรอบของสินค้าเข้าช้ากว่ารอบสินค้าออก

การตั้งความหวังถือเป็นการให้กำลังใจตัวเองอย่างหนึ่งที่เราควรมีไว้บ้าง

เมื่อคาดหวังถึงเป้าหมายแล้วก็ควรหาทางที่จะไปถึงจุดนั้นด้วย แต่ในทางกลับกันการเผื่อใจเอาไว้ในกรณีล้มเหลวก็เป็นสิ่งที่ควรทำเช่นกัน การสำรองเงินไว้ใช้ในยามฉุกเฉินถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในการดำเนิน ธุรกิจ เพราะเราไม่มีทางคาดเดาได้ทุกอย่างว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตบ้าง เช่น ในบางครั้งลูกค้าอาจจะจ่ายชำระสินค้าเราช้า และเราอาจจำเป็นต้องชำระค่าใช้จ่ายรายเดือน ไม่ว่าจะเป็นค่าวัตถุดิบ ค่าแรง เงินเดือนพนักงาน จนอาจเกิดภาวะขาดเงินสดหมุนเวียนในระบบก็มีสิทธิทำให้ธุรกิจของเราล้มลงได้ ง่ายๆโดยที่เราไม่ทันตั้งตัวได้เช่นกัน

คำแนะนำที่จะช่วยในการจัดการและลดภาระหนี้สินทางการเงิน

– จัดทำบัญชีรายจ่ายและใช้จ่ายภายในงบบัญชีรายจ่ายจะช่วยให้ท่านสามารถควบคุมหนี้สินรวมทั้งจัดการรายจ่ายในอนาคตของท่าน
– จัดลำดับรายการยอดใช้จ่ายคงค้างของท่านโดยใช้ดอกเบี้ยเป็นเกณฑ์
– เลือกการรวมยอดใช้จ่ายเข้าไว้ด้วยกัน โดยเลือกวิธีที่ท่านสามารถชำระยอดใช้จ่ายได้สะดวก
– พิจารณาหนทางอื่นๆที่ช่วยลดภาระหนี้สินของท่าน ท่านอาจลองพิจารณาการลดหนี้สินโดยใช้เงินฝากจากบัญชีสะสมทรัพย์ของท่าน
– ค้นหาทางเลือกอื่นในการชำระหนี้สิน ผู้ให้กู้บางรายอาจให้ทางเลือกหลากหลายวิธีในการชำระหนี้
– เลือกใช้บริการเสริม อาทิ การแจ้งเตือนสถานะทางบัญชี เพื่อช่วยให้ท่านไม่ลืมวันครบกำหนดชำระและทราบปริมาณการใช้จ่าย
– พูดคุยกับผู้ให้กู้ หากท่านมีปัญหาในการชำระเงิน ท่านไม่ควรเลี่ยงการชำระ
– มองหาคำแนะนำ จากผู้ให้คำปรึกษาทางด้านการเงิน