รูปแบบของธุรกิจการเงินนอกระบบ


ในระยะที่ผ่านมา ลักษณะของธุรกิจการเงินนอกระบบ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและนำความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและประชาชน มีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปหลายรูปแบบ ดังต่อไปนี้

1. แชร์ลูกโซ่
ธุรกิจแชร์ลูกโซ่ เป็นการระดมทุนจากประชาชนรูปแบบหนึ่งที่แพร่หลายและขยายตัวออกไปรวดเร็วมาก เนื่องจากจ่ายผลประโยชน์ ตอบแทนสูงในระยะแรก ตรงต่อเวลา และผู้ประกอบการมักอ้างว่าจะนำเงินไปลงทุนอย่างใดอย่างหนึ่งที่ได้ผลตอบแทนสูงในระยะเวลาสั้นๆ เช่น ซื้อขายน้ำมัน ซื้อขายที่ดินราคาถูก  แชร์นากหญ้า เป็นต้น

ลักษณะของผู้ประกอบการ มีทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล โดยอาจตั้งมาในรูปบริษัทจำกัดมีหนังสือจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ โดยจะเริ่มจากการโฆษณาชักชวนประชาชน ให้มาร่วมลงทุนอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น ลงทุนซื้อขายน้ำมัน ที่ดิน เป็นต้น และอ้างว่าจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ในอัตราที่สูง และจ่ายในเวลาอันรวดเร็ว เป็นเครื่องมือในการดึงดูดลูกค้า

ผู้สนใจจะร่วมลงทุนต้องจ่ายเงินลงทุนสูง ตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป โดยจะมีอัตราผลประโยชน์เป็นสัดส่วน และจะได้ผลประโยชน์ตอบแทน เมื่อหาสมาชิกมาร่วมลงทุนต่อกันไป จึงจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนได้

2. ธุรกิจขายตรงแอบแฝงแบบแชร์ลูกโซ่
ธุรกิจประเภทนี้มีวิวัฒนาการมาจากแชร์ลูกโซ่ เพียงแต่ได้เปลี่ยนวิธีการและรูปแบบในการดำเนินธุรกิจใหม่ โดยการนำเอาสินค้าและบริการมาใช้บังหน้า ธุรกิจนี้จะมีการโฆษณาชวนเชื่อแอบอ้างบุคคลสำคัญ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และอวดอ้างสรรพคุณสินค้าจนเกินจริงเพื่อดึงดูดความสนใจและทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น ธุรกิจขายตรงแอบแฝงแบบแชร์ลูกโซ่จะเน้นการหาสมาชิกเข้าร่วมเครือข่ายเป็นหลัก ไม่เน้นการขายสินค้า สินค้าส่วนใหญ่ที่นำมาขายตรงได้แก่ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม สมุนไพร อัญมณี และคอร์สการเรียนหลักสูตรต่างๆ
กลุ่มเป้าหมายที่ตกเป็นเหยื่อของธุรกิจขายตรงแอบแฝงแบบแชร์ลูกโซ่มักเป็นผู้มีรายได้ปานกลาง หรือนักศึกษาจบใหม่ที่กำลังหางานทำ ผู้ประกอบการจะใช้วิธีการลงประกาศทางหนังสือพิมพ์รับสมัครงานในตำแหน่งต่างๆ แต่แท้จริงแล้วเมื่อมีใครหลงเข้าไปผู้ประกอบการจะให้สมัครสมาชิกเพื่อทำธุรกิจขายตรงแอบแฝงแบบแชร์ลูกโซ่ตามเงื่อนไขที่กำหนด

3. การชักชวนให้ลงทุนในธุรกิจรูปแบบต่างๆ
การเก็งกำไรจากการขึ้นลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Forex)
บริษัทค้าเงินเถื่อนจะลงทุนจัดตั้งบริษัทให้ดูสวยงามน่าเชื่อ เพื่อลวงลูกค้าเข้าใจผิดคิดว่าเป็นบริษัทซื้อขายเงินตราต่างประเทศที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจดังกล่าวอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยแสดงใบอนุญาตอื่น เช่น แสดงใบอนุญาตจดทะเบียนบริษัทจากกระทรวงพาณิชย์ แต่โดยข้อเท็จจริงบริษัทค้าเงินเถื่อนเหล่านี้ไม่เคยได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับปัจจัยชำระเงินตราต่างประเทศจากกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย

4. การเล่นแชร์
การเล่นแชร์ มีลักษณะของการให้สมาชิกนำเงินมารวมกันเพื่อจัดสรรให้กับสมาชิกผู้เสนอดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนสูงสุด ( เปีย ) ได้รับเงินทุนกองกลางไปใช้ได้ โดยเริ่มต้นจากท้าวแชร์หรือนายวงแชร์ จะเป็นผู้ได้รับเงินทุนกองกลางก่อนโดยไม่ต้องเสนอดอกเบี้ยหรือผลตอบแทน ( เปีย )

การเล่นแชร์นั้นเป็นลักษณะของการออมเงินอย่างหนึ่งเพื่อเก็บเป็นเงินก้อนไว้ใช้จ่ายเมื่อเกิดความจำเป็น โดยมีผลตอบแทนที่สูงกว่าผลตอบแทนในระบบสถาบันการเงิน หรืออีกนัยหนึ่งเป็นการระดมเงินทุน จากกลุ่มบุคคลที่รู้จักคุ้นเคยกันและมีอาชีพเดียวกัน

5. การปล่อยเงินกู้นอกระบบ
การปล่อยเงินกู้นอกระบบ เป็นการเงินนอกระบบรูปแบบหนึ่ง ที่มีรูปแบบของการจัดการหลากหลาย อาทิเช่น การปล่อยเงินกู้เป็นจำนวนมากให้กับประชาชนทั่วไป โดยไม่มีการทำสัญญากู้ยืมเป็นหนังสือแต่ผู้ให้กู้ยึดโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นประกัน พร้อมกับให้ผู้กู้เซ็นใบมอบฉันทะ ไว้ โดยผู้ให้กู้จะเรียกเก็บดอกเบี้ยทุกเดือน หากผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ ผู้ให้กู้จะนำใบมอบฉันทะดังกล่าวไปดำเนินการโอนที่ดินนั้นมาเป็นของผู้ให้กู้ หรือในกรณีที่ผู้กู้เป็นผู้มีการงานทำมั่นคง และมีเงินเดือนประจำ โดยมีทั้งการให้กู้ยืมเงินแบบทั้งมีสัญญากู้ยืมและไม่มีสัญญากู้ยืม ผู้ให้กู้จะยึดบัตรเอทีเอ็ม ของผู้กู้ไว้ และจะนำมาเบิกเงินสดเพื่อผ่อนชำระหนี้เงินกู้ผ่านธนาคาร และผู้ให้กู้จะเสียดอกเบี้ยในอัตราสูง ตั้งแต่ร้อยละ 5-30 ต่อเดือน โดยในขณะนี้มีทั้งเงินกู้รายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน

การปล่อยเงินกู้นอกระบบนี้ โดยส่วนมากจะเป็นนายทุนผู้มีอิทธิพลในท้องที่เป็นผู้ให้กู้หรือเป็นผู้รับจ้างในการเรียกเก็บหนี้จากผู้กู้ โดยจะมีการข่มขู่หรือ กรรโชก หรือแม้แต่กระทั่งทำร้ายร่างกายผู้กู้ เพื่อให้ผู้กู้ชำระหนี้ ซึ่งจะเกิดปัญหาสังคมขึ้นตามมา เนื่องจากผู้กู้เกิดความหวาดกลัว จึงต้องไปกู้ยืมเงินจากผู้ให้กู้อื่นๆที่เรียกดอกเบี้ยแพงกว่าเพื่อมาชำระหนี้ให้กับผู้ให้กู้ ทำให้เกิดเป็นหนี้สินขึ้นไม่รู้จบ หรืออาจกระทั่งทำให้หมดเนื้อหมดตัวทำให้ที่ดินซึ่งใช้ทำมาหากินถูกยึดไปโดยไม่ชอบ

การวางแผนการที่คาดว่าจะต้องจ่ายโดยการคิดล่วงหน้าและแสดงข้อมูลออกมาเป็นตัวเลข

6

งบประมาณ คือ การวางแผนการที่คาดว่าจะต้องจ่าย โดยการคิดล่วงหน้าและแสดงข้อมูลออกมาเป็นตัวเลข และอาจแสดงออกมาในรูปของตัวเงิน จำนวนชั่วโมงในการทำงาน จำนวนผลิตภัณฑ์จำนวน ชั่วโมงเครื่องจักร ค่าสึกหรอ ค่าโสหุ้ย เป็นต้นความสำคัญของงบประมาณถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมต้นทุนโครงการ ตลอดจนแผนงานตั้งแต่ในระดับโครงการจนถึงการบริหารจัดการบริษัท และใช้เป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหาร ทำให้มีประสิทธิภาพในการวางแผนทางการเงินเนื่องจากเป็นแผนงานที่แสดงออกในลักษณะเชิงปริมาณจะที่เกิดขึ้นในเวลาที่กำหนด เช่น รายสัปดาห์ รายเดือน รายไตรมาส หรือ รายปี โดยทั่วไปงบประมาณจะจัดทำขึ้นปีละครั้ง จึงเรียกว่า งบประมาณประจำปี โดยปีงบประมาณมักจะเป็นไปตามรอบบัญชีของบริษัท เช่น เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมและสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม เป็นต้น ส่วนของภาครัฐจะเริ่มปีงบประมาณในวันที่ 1 ตุลาคม และสิ้นสุดปีงบประมาณในวันที่ 30 กันยายนของปีถัดไป งบประมาณจึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการวางแผน กำหนดวัตถุประสงค์ และเป้าหมายในการดำเนินงานทางธุรกิจ นอกจากนี้ยังสามารถนำงบประมาณไปใช้ในการควบคุมแผนงานก็จะช่วยให้ฝ่ายบริหารสามารถติดตามผลการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงานได้อย่างดี

งบประมาณแบบแผนงาน  คือ การจัดเตรียมงบประมาณจากการเริ่มต้นด้วยการวางแผนงานที่จะให้การใช้จ่ายงบประมาณมีผลสำเร็จ ทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผลไปพร้อมๆ กัน ซึ่งมีจุดเด่นในการวางแผนระยะยาว ตลอดจนการมุ่งบรรลุวัตถุประสงค์อย่างต่อเนื่อง และสามารถมีการจัดเตรียมงบต่อเนื่องที่ใช้ในการบริหารจัดการระยะยาวอีกด้วย เป็นการบริหารงานแบบครบองค์ไม่ใช่ดูแค่ส่วนใดส่วนหนึ่งของโครงการแต่ดูครอบคลุมภาพรวมโครงการในทุกส่วนนั่นเองนโยบายงบประมาณสมดุล ซึ่งหมายถึงการประมาณการให้รายจ่ายประจำปีเท่ากับประมาณการรายได้ในปีนั้นๆนโยบายงบประมาณเกินดุล ซึ่งหมายถึงการประมาณการให้รายจ่ายประจำปีต่ำกว่าประมาณการรายได้ในปีเดียวกัน แนวทางนี้ต้องเรียกว่าเป็นแนวเศรษฐกิจพอเพียง คือ การใช้จ่ายอย่างระมัดระวังไม่เกินตัวนั่นเองนโยบายงบประมาณขาดดุล หมายถึงการกำหนดให้มีการจัดทำงบประมาณการรายจ่ายสูงกว่างบประมาณการรายได้ในปีเดียวกัน ซึ่งทำให้เกิดการกู้ยืมเงินหรือนำเงินสำรองมาใช้จ่ายเพิ่มเติมในปีงบประมาณดังกล่าว

การลดค่าใช้จ่ายในบริษัท ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ

ผู้ประกอบการขนาดเล็กต่างให้ความสำคัญกับการบริหารค่าใช้จ่ายเป็นอันดับแรก การบริหารรายจ่ายเป็นตัวช่วยไม่ให้เสียเงินไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็น ถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก ลองพิจารณาดูว่าตอนนี้บริษัทของคุณกำลังขาดทุน เท่าทุน หรือมีกำไรเพียงน้อยนิด ถ้าหากว่ากำลังขาดทุน นั่นก็เป็นสัญญาณให้คุณต้องเริ่มตัดรายจ่ายเพื่อถ่วงดุลกับที่เสียไปแล้วโดยลองดูว่ามีอะไรบ้างที่ไม่จำเป็นสำหรับบริษัท ยกตัวอย่างเช่น

1.ถ้าสินค้าชนิดไหนขายไม่ดีควรลดสินค้าในสต็อกลง หรือผลิตเมื่อมีคนสั่งเข้ามา เพื่อลดจำนวนสินค้าค้างสต็อก

2.ควรเจรจาต่อรองกับพาร์ทเนอร์ธุรกิจเพื่อดูว่าเขาสนใจช่วยรับภาระค่าใช้จ่ายในการผลิตบางส่วนเพื่อแลกกับส่วนลดสินค้าหรือไม่ หรือสามารถยืดหยุ่นการชำระเงินหรือให้ส่วนลดได้อะไรได้บ้าง

3.ลดใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปกับค่าน้ำและค่าไฟนั้นมีตรงไหนบ้างที่สามารถประหยัดได้ มีทางเลือกหลายอย่างในการลดค่าใช้จ่ายด้านนี้ซึ่งทำได้ไม่ยาก ทั้งการปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าเมื่อไม่ได้ใช้งาน หรือตั้งเวลาปิดเครื่องปรับอากาศ

4.ถ้ามีพนักงานลาออก อย่าเพิ่งจ้างพนักงานใหม่ ควรลองกระจายงานให้กับพนักงานที่เหลือ

5.ควรยกเลิกสมาชิกนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ที่ไม่จำเป็น เมื่อต้องสั่งซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ก็พยายามหาร้านที่ให้ส่วนลด และเป็นอุปกรณ์ที่ทำได้หลายๆอย่างภายในเครื่องเดียว

6.พื้นที่ หากคุณรู้สึกว่าค่าเช่าสำนักงานนั้นมีราคาที่สูงเกินไป ก็ลองหาพื้นที่ให้เช่าอื่นที่ราคาย่อมเยากว่า หรือลองเจรจาราคาที่พอสู้ได้กับผู้ให้เช่า

7.หากการประชุมต้องเปลืองค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ควรเปลี่ยนเป็นการประชุมแบบออนไลท์ดู ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายไปได้มาก

ธุรกิจขนาดเล็กควรระวังค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ถึงแม้จะเป็นสิ่งเล็กน้อย แต่ก็สามารถทำให้เราสูญเสียเงินไปไม่น้อย หากคุณอยากได้คนช่วยจัดการเรื่องนี้ก็ลองปรึกษาพนักงานบัญชีของบริษัท หรือเพื่อนฝูงที่ทำธุรกิจเช่นเดียวกับคุณ เพื่อดูว่าพวกเขามีการจัดการค่าใช้จ่ายในบริษัทของตนอย่างไร อีกทั้งการสร้างฐานการใช้จ่ายที่ดีจะทำให้สร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อภายนอกได้

การวางแผนออมเงินอย่างมั่นคงเพื่ออนาคต

ภาวะปัจจุบันมีผู้คนต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงจากหลายๆปัจจัยทั้งจากภัยธรรมชาติ โรคภัยไข้เจ็บ สภาพความขัดแย้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองนั้น ส่งผลให้อนาคตมีอัตราเสี่ยงและไม่แน่นอน โดยเฉพาะท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูง ซึ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยก็ทำให้วิถีชีวิตของผู้คนมีความไม่มั่นคงในเรื่องของรายได้ที่อาจพลิกผันได้ตลอดเวลา ทั้งยังอัตราค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้รายจ่ายในครัวเรือนเพิ่มทวีตามไปด้วยและยังต้องมีการเตรียมพร้อมเพื่อรองรับสถานการณ์ต่างๆที่อาจเกิดขึ้น เช่น การเกิดอุบัติเหตุ การเกิดภัยพิบัติ การเจ็บป่วย หรือแม้แต่ค่าใช้จ่ายอื่นๆที่จำเป็นของครอบครัว อย่างการใช้จ่ายค่าศึกษาของบุตรหลาน การใช้จ่ายยามเกษียณ เป็นต้น เพื่อให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างราบรื่นและมีความแน่นอน การออมเงินจึงได้เข้ามาเป็นกลไกเพื่อป้องกันความเสี่ยงเรื่องการเงินในอนาคตและสร้างความมั่นคงในชีวิตปัจจุบัน

การวางแผนการเงิน

ถือเป็นข้อพึงปฏิบัติแรกที่ทุกคนจะต้องทำ ทั้งวางแผนการเงินของตัวเองและครอบครัวให้เหมาะสม ซึ่งเชื่อมโยงถึงรายได้ รายจ่าย การออม การลงทุน ภาษี การจัดการ หนี้สิน และการเตรียมตัวป้องกันความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น โดยการสำรวจตัวเองเพื่อให้รู้จักอุปนิสัยทางการเงิน รู้เงื่อนไขข้อจำกัดของตนเองเพื่อจะได้นำมาปรับใช้ในการวางแผนทางการเงิน กำหนดเป้าหมาย หรือสิ่งที่ต้องการและระยะเวลาโดยแบ่งเป็นเป้าหมายระยะยาวและเป้าหมายระยะสั้น โดยจัดสัดส่วนการใช้เงินให้เหมาะสม ควรกันเงินสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นก่อน แล้วนำเงินที่เหลือมาออมหรือลงทุนด้วยวิธีต่างๆโดยคะเนว่าจะได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับเงินที่ต้องการ และลองนำแผนมาปฏิบัติ ถ้าตัวเลขที่วางไว้ยังห่างไกลให้ปรับแผนเสียใหม่ เช่น ตัดค่าใช้จ่าย หรือลดเงินเป้าหมาย

การวางแผนทางการเงินเป็นเครื่องมือที่ช่วยเตรียมความพร้อมและนำชีวิตไปสู่ความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งควรเริ่มจากการปลูกฝังนิสัยการออมและการใช้เงินอย่างสมเหตุสมผลตั้งแต่วัยเด็กเพื่อบ่มเพาะวินัยทางการเงินไว้ก่อน เมื่อเข้าสู่วัยทำงานก็จำเป็นต้องรู้วิธีการวางแผนการจัดสรรรายได้ให้เพียงพอกับการออมเงินตามเป้าหมายและรายจ่ายต่างๆอย่างเหมาะสม เมื่อมีครอบครัวก็จำเป็นต้องดูแลทั้งตนเองและคนในครอบครัว ทำให้ความรับผิดชอบและภาระทางการเงินยิ่งเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้การวางแผนทางการเงินมีความสำคัญมากขึ้น แม้กระทั่งเมื่อเกษียณอายุ ก็ยังต้องวางแผนทางการเงิน เพราะเป็นวัยที่มีรายได้ลดลง แต่ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ยังคงอยู่ หรืออาจสูงขึ้นในบางหมวด เช่น การรักษาพยาบาล ซึ่งหากไม่มีการวางแผนที่ดีก็อาจเกิดปัญหาได้

ในการทำธุรกิจ การทำบัญชีเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

oaklandbudgetchallenge.com

การทำบัญชีเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยในการทำธุรกิจ เพราะการทำบัญชีจะทำให้ผู้ประกอบการรู้ว่ามีรายรับรายจ่ายเท่าไร ช่วยในการควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานภายในบริษัท ทำให้รู้ว่าจะต้องลงทุนเพิ่มในส่วนใด ตัดทอนค่าใช้จ่ายในส่วนไหนออก ทราบถึงผลกำไรที่ได้รับทำให้ลดการขาดทุน ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ประกอบการต้องทำบัญชี แล้วผู้ประกอบการควรจ้างผู้ทำบัญชีเข้ามาหรือไม่ และสิ่งใดเป็นตัวชี้วัดว่าทางบริษัทจำเป็นต้องมีพนักงานบัญชี

ก่อนจ้างผู้ทำบัญชีทางผู้ประกอบการควรดูก่อนว่ารูปแบบการจัดตั้งธุรกิจเป็นในรูปแบบใด เพราะถ้าธุรกิจเป็นไปในรูปแบบของการทำการค้าโดยมีเจ้าของเพียงคนเดียว ซื้อขายสินค้าแบบง่ายๆ ไม่มีความซับซ้อน และปราศจากหุ้นส่วน ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องจากนักบัญชีให้เสียค่าใช้จ่าย แต่ถ้าธุรกิจของผู้ประกอบการเป็นในรูปแบบของบริษัทที่จดทะเบียนตามกฎหมาย ก็สมควรที่จะจ้างนักทำบัญชี ซึ่งในส่วนนี้นั้นการทำบัญชีมีความสำคัญมาก

ถ้าธุรกิจมีเงินหมุนเวียนไม่มาก ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะจ้างบริษัทมาทำบัญชีเลย เพราะด้วยจำนวนเงินที่ไม่มากผู้ประกอบการน่าจะพอดูแลและจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายเองได้ แต่ถ้าเงินหมุนเวียนมีมาก ก็สมควรที่จะให้บริษัททำบัญชีเข้ามาดูแลในส่วนนี้ เพราะด้วยจำนวนเงินที่มากหากผู้ประกอบการมาดูแลเองทั้งหมดย่อมเกิดความล่าช้าในการบริหารงานด้านอื่นๆ อีกทั้งยังทำให้เกิดข้อผิดพลาดหากมีเวลาที่จำกัด ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการทำธุรกิจ แต่ถ้าผู้ประกอบการนั้นมีความรู้ในด้านบัญชีอย่างดีอยู่แล้ว และหากยิ่งมีใบอนุญาตผู้ตรวจสอบบัญชีอีกด้วย ก็ลืมไปได้เลยหากคิดจะไปจ้างบริษัทอื่นมาทำบัญชีให้บริษัทของตนเอง เพื่อไม่เป็นการเปลืองค่าใช้จ่าย

ในความเป็นจริงแล้วทุกบริษัทจำเป็นต้องมีการทำบัญชี เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญที่ไม่อาจละเลยได้ โดยบริษัทที่รับทำบัญชีมักจะมีช่องทางที่ทำให้ค่าใช้จ่ายในเรื่องภาษีของบริษัทผู้ประกอบการในแต่ละปีลดลง  ซึ่งบางครั้งผู้ประกอบการอาจจะไม่จำเป็นต้องเสียเงินจ่ายภาษีมากถึงขนาดนั้นก็ได้ ดังนั้นทางผู้ประกอบการควรมีการทำบัญชีให้กับธุรกิจของตน